เฮาคนเมือง

120

“ยันต์จักกิ้ม” รูปยันต์สำหรับสักหมึกบนผิวกายของชาวล้านนาโบราณ เชื่อว่าถ้าสักแขนขวาจะเป็นที่รักของบุรุษ และถ้าสักแขนซ้ายจะเป็นที่รักของสตรี

ยันต์จักกิ้ม 1

ในด้านความเชื่อของชาวล้านนา มีตำราเกี่ยวกับจักกิ้มมากมาย ทั้งคำทำนายจากการถูกจักกิ้มตกลงมาถูกร่างกาย ไต่ขึ้นตัว หรือส่งเสียงร้อง ยันต์จักกิ้มสองหาง และความเชื่ออื่น ๆ
แต่เมื่อพูดถึงอาการพลัดตกของ “จักกิ้ม” อย่างเดียว ตำรากล่าวว่า

– จักกิ้มตกลงมาถูกมือซ้าย สามารถป้องกันศัตรูได้
– ตกลงมาถูกปล้องแขนซ้าย จะมีศัตรูมาก
– ตกลงมาถูกแขนขวา จะเกิดการทะเลาะวิวาทกับผู้อื่น
– ตกลงถูกบริเวณหัวใจ จะเจ็บป่วยถึงเสียชีวิต (สงสัยหัวใจวายตอนนั้นเลย)
– ตกถูกสันหลัง จะได้รับสิ่งของที่มีคุณค่า
– ตกถูกบ่าทั้งสอง จะได้รับโทษหรือมีภัยที่เกิดจากผู้มีอำนาจ
– ตกถูกหน้าผาก จะได้เดินทางไกล
– ตกถูกน่อง อยู่ดีมีสุข มีโชคลาภ
– ตกถูกเท้าขวา จะได้สัตว์เลี้ยงประเภทช้างม้า วัวควาย

นอกจากนี้ ถ้าเป็นผล โดยเฉพาะผลร้ายจากการถูกจักกิ้มตกลงมากระทบถูก หากตกลงถูกแขนซ้ายจะมีผลร้ายต่อญาติพี่น้อง ตกถูกบริเวณอกด้านซ้ายจะเกิดผลร้ายต่อตนเอง หรือถ้าดูจากการตกลงมาถูกร่างกายตามวันทั้งเจ็ดในรอบสัปดาห์ ก็มีคำทำนายตามตำราว่า

– วันอาทิตย์ มีผลร้ายต่อตนเอง โดยเฉพาะผลร้ายจากศัตรู
– วันจันทร์ มีผลร้ายต่อญาติพี่น้อง
– วันอังคาร มีผลร้ายต่อบิดามารดา
– วันพุธ มีผลร้ายต่อตนเอง
– วันพฤหัสบดี มีผลร้ายต่อบุตร ภรรยาและข้าทาสบริวาร
– วันศุกร์ มีผลร้ายต่อมิตรรัก
– วันเสาร์ มีผลร้ายต่อสัตว์เลี้ยง

ยันต์จักกิ้ม 2 ยันต์จักกิ้ม 3

เป็นที่น่าสังเกตว่า ยันต์ส่วนใหญ่มักมีรูปจักกิ้มที่มีหางถึงสองหาง ทั้งนี้มีความเชื่อมาแต่เดิมว่า จักกิ้มที่มีลักษณะนี้ สามารถบันดาลโชคลาภให้แก่เจ้าของอาคารหรือเคหสถานที่มีจักกิ้มสองหางอาศัยอยู่ รวมทั้งสามารถบันดาลสิ่งที่พึงปรารถนาให้แก่ผู้ครอบครอง ดังนั้น บ้านเรือนใดมีจักกิ้มสองหาง จะพยายามรักษาไว้โดยไม่มีการทำร้าย

แต่ก็พบว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่จับเอามาทำให้ตายแห้งแล้วอัดกรอบพลาสติกเก็บไว้พกพาติดตัวหรือใส่ไว้ในภาชนะเก็บเงิน และวิธีการจับจักกิ้มสองหางอาจมีหลายวิธีด้วยกัน มีอยู่วิธีหนึ่งเป็นวิธีที่ใช้กันมาแต่โบราณ คือ นำเอายางที่ได้จากก้านของใบ “เปล้าต๋องแตก” เขียนรูปจักกิ้มไว้ที่ใดที่หนึ่ง เช่น ฝาผนัง คานหรือเสาตัวอาคาร ในชั่วระยะเวลาไม่นาน บริเวณนั้นจักกิ้มจำนวนมาจะมาชุมนุมกัน จักกิ้มทุกตัวจะมีอาการรื่นเริง ส่งเสียงร้องหยอกกันเล่นอย่างมีความสุข และในจำนวนนั้นอาจมีจักกิ้มสองหางปรากฏตัวมาเริงร่ากับหมู่คณะด้วย ซึ่งสามารถจับเอาได้ตามกลวิธีของแต่ละคน

อ้างอิงจาก:
1. สนั่น ธรรมธิ
2. สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
3. (ภาพประกอบโดย พญ.ณัฎฐา ชุณหสวัสดิกุล และจรัสพันธ์ ตันตระกูล)
4. ไทยนิวส์

5.(ศุภฤกษ์ กุลสุ/ถ่ายภาพจากพับสาของ อาจารย์ทวี วิวัฒนเจริญ))

425

“มูลีกะแร็ต” หรือ “มูลีต๋องขาว” ตรา “พระจันทร์” สมัยคุณพ่อยังหนุ่ม สมัยนั้นหนุ่มๆ นิยมทาน้ำมันผมฝรั่ง หวีเรียบแปล้มันแผล็บ กลิ่นหอมฉุย พร้อมเม้มปากคาบบุหรี่พ่นควันขาว วางมาดแสนโก้ไปอวดสาว แล้วสาวๆ ก็เป็นปลื้มไปตามๆกัน (สนั่น ธรรมธิ)

cigarette old-007

มูลี หรือ บุหรี่สมัยนั้น พระจันทร์ซองละสองบาทห้าสิบ เกล็ดทองสามบาทห้าสิบ?และสามิตซองละสี่บาท
สูบกันแทบทุกโอกาสและทุกสถานที่ ใครได้ดูภาพยนตร์เก่าๆสมัยมิตร ชัยบัญชีหรือสรพงษ์ ชาตรีตอนหนุ่มๆ จะเห็นว่าสูบบุหรี่กันควันโขมงแม้แต่ตอนนั่งพิมพ์ดีดและระหว่างกินข้าว

cigarette old-006

สมัยนั้น บุหรี่หรือมูลี ใครมีพกไว้ในกระเป๋าเสื้อ ถือว่าเก๋ ผู้เขียนเองสมัยเด็กๆชอบพกบุหรี่เลียนแบบคุณอา ใส่เสื้อยืดแล้วไม่มีกระเป๋า ก็จะเอาสอดไว้ใต้เสื้อบริเวณบ่า เดินไปเดินมาให้มันตุงๆไว้อย่างนั้นแหละ เท่ขนาดหนัก
เดี๋ยวนี้ใครพกบุหรี่สูบต้องหาที่ทางเหมาะๆ ไม่งั้นโดนรังเกียจแบบในโฆษณา ต้องแอบๆซื้อแอบๆสูบ สูบแล้วก็ต้องรีบล้างปากหาหมากฝรั่งเคี้ยว “เป๋นดีอินดูล้ำ”
จะหาใครยืนโก้สูบมูลีในที่สาธารณะท่าจะยากเสียแล้ว

 

cigarette old-005

ซองมูลีเก่าๆกลายเป็นของเก็บสะสมทรงคุณค่า บอกเล่าประวัติศาสตร์ในช่วงหนึ่งของสังคมบ้านเราได้เป็นอย่างดี ใครทันยุคนั้นก็จะพากันรำลึกความหลังกันอย่างสนุกสนาน.

ภาพประกอบ : เพจอาจารย์ สนั่น ธรรมธิ

1092
กำเมือง เวอร์ชั่น AEC

กำเมืองบ้านเฮา อู้แล้วม่วนขนาดเนาะ

เครดิตแฟนเพจ : ฮาๆ แบบกำเมือง

มันคนละน๊อคกั๋นละเปื้อน
มันคนละน๊อคกั๋นละเปื้อน
น่าคิดๆ
น่าคิดๆ
ผักแถวล่างสุด มันคืออัลไล
ผักแถวล่างสุด มันคืออัลไล
อันนี้บ่ะดีเน้อ ผิดศีลๆ
อันนี้บ่ะดีเน้อ ผิดศีลๆ
กำเมือง เวอร์ชั่น AEC
กำเมือง เวอร์ชั่น AEC